ปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวง อว ร่วมมือ IAEA ยกระดับไทยเป็นผู้นำระดับนานาชาติกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกด้วยระบบดิจิทัล

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ และรักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าว “ปส. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี โดย RAIS+ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการข้อมูล การติดตาม และการวิเคราะห์ข้อมูลด้านการอนุญาตและการกำกับดูแล ซึ่งจะช่วยต่อยอดระบบการอนุญาตแบบดิจิทัล (E-license)” ผ่านการจัดฝึกอบรมระดับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก หลักสูตร Regional Training Course on the Regulatory Authority Information System (RAIS+) for the Asia and Pacific Region ระหว่างวันที่ 2 – 6 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมแอลฟา ชั้น 4 อาคาร 60 ปี ปส. กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมจากหน่วยงานกำกับดูแลของประเทศสมาชิกจำนวน 14 ประเทศ ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก

ในการนี้ ได้รับเกียรติจาก Mr. Timothy Hayes และ Ms. Paige Witter เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญจาก IAEA ร่วมเป็นวิทยากร และถ่ายทอดองค์ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างและการใช้งานซอฟต์แวร์ RAIS+ พร้อมการฝึกปฏิบัติจริง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมจากประเทศสมาชิกในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศไทย สามารถนำระบบไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะช่วยเสริมความมั่นคงในการจัดเก็บข้อมูล เพิ่มความโปร่งใส และสนับสนุนการกำกับดูแลตามหลักสากล

การจัดฝึกอบรมครั้งนี้ แสดงถึงบทบาทเชิงรุกของ ปส. ในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ และการยกระดับศักยภาพด้านการกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล สอดคล้องต่อยอดการกำกับดูแลของ ปส. ผ่านการกำกับดูแลอนุญาตแบบดิจิทัลที่ได้ดำเนินการอยู่แล้ว อีกทั้งยังมุ่งเน้นสนับสนุนนโยบายหลักสำคัญทั้ง 4 ด้านของ ปส. ได้แก่

  1. เสริมสร้างความพร้อมรองรับเทคโนโลยีนิวเคลียร์เกิดใหม่ รวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactors: SMRs)
  2. เสริมความเข้มแข็งด้านมาตรวิทยารังสี เพื่อให้มั่นใจในความถูกต้องแม่นยำและความสามารถในการสอบกลับได้ตามมาตรฐานสากล
  3. ยกระดับความปลอดภัยทางรังสีในทางการแพทย์ โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการคุ้มครองผู้ป่วย
  4. เพิ่มประสิทธิภาพด้านการเตรียมความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินและการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เพื่อปกป้องทั้งประชาชนและคนรุ่นต่อไป

You May Also Like

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *