สถาบันการสร้างชาตินานาชาติ (Nation-Building International Institute: NBII) ร่วมกับสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (Institute for Future Development: IFD) แถลงผลการจัดอันดับ ดัชนีการสร้างชาติ (Nation-Building Index: NBI) ประจำปี 2026 ภายในงานประชุมใหญ่นานาชาติว่าด้วยการสร้างชาติ สุขสภาพ และสันติภาพบนฐานคุณธรรม (The International Convention on Nation-Building, Wellness & Peace Upon Morality 2026 – ICNWP 2026) ภายใต้หัวข้อ โลกแห่งความคลุมเครือทางคุณธรรม (A World of Blurred Morality) ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจากหลากหลายประเทศทั่วโลก
โดยอ.ทวีชัย เจริญเศรษฐศิลป์ ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD) ได้กล่าวถึง ดัชนีการสร้างชาติ (Nation-Building Index) ว่าเป็นเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นเพื่อประเมินศักยภาพและความพร้อมของประเทศในการสร้างความเจริญก้าวหน้าอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของแต่ละประเทศในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ การสร้างความเข้มแข็งทางสังคม และการบริหารจัดการภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศในระยะยาว
ดัชนีการสร้างชาติประกอบด้วย 3 มิติหลัก ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ (Economic) ด้านสังคม (Social) และ ด้านการเมือง (Political) รวมทั้งสิ้น 17 เสาหลัก โดยด้านเศรษฐกิจประกอบด้วย การเติบโตทางเศรษฐกิจ ความยากจน การกระจายรายได้ การจ้างงาน ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สวัสดิการทางเศรษฐกิจ และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ด้านสังคมประกอบด้วย สุขภาพ การศึกษา ความปลอดภัย มลภาวะ ทรัพยากรธรรมชาติ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และความสุข ขณะที่ด้านการเมืองประกอบด้วย ประสิทธิผลของภาครัฐ เสถียรภาพทางการเมือง และเสรีภาพ
ผลการจัดอันดับปี 2026 พบว่า สิงคโปร์ ครองอันดับ 1 ของโลก ด้วยคะแนนรวม 76.5% ตามมาด้วยสวีเดน อันดับ 2 คะแนนรวม 75.7% และฟินแลนด์ อันดับ 3 คะแนนรวม 75.1% ขณะที่เดนมาร์ก นอร์เวย์ ลักเซมเบิร์ก สวิตเซอร์แลนด์ ไอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ และไอซ์แลนด์ อยู่ในลำดับถัดมาในกลุ่ม 10 อันดับแรกของโลก
ผลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศที่มีศักยภาพสูงในการสร้างชาติไม่ได้พึ่งพาเพียงความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ต้องมีความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจที่มีขีดความสามารถ สังคมที่มีคุณภาพ สถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็ง และความสามารถในการรักษาเสถียรภาพของประเทศในระยะยาว

สำหรับ ประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ 47 ของโลก ด้วยคะแนนรวม 56.0% ลดลงจากปีก่อนหน้าเล็กน้อย โดยมีคะแนนด้านเศรษฐกิจ 56.4% อยู่ในอันดับที่ 44 ของโลก คะแนนด้านสังคม 61.0% อยู่ในอันดับที่ 49 ของโลก และคะแนนด้านการเมือง 50.1% อยู่ในอันดับที่ 74 ของโลก
เมื่อพิจารณาในระดับภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยยังคงอยู่ในอันดับ 3 รองจากสิงคโปร์ ซึ่งเป็นอันดับ 1 ของโลก และมาเลเซีย ซึ่งอยู่ในอันดับ 39 ของโลก ขณะที่เวียดนามอยู่ในอันดับ 52 อินโดนีเซียอันดับ 70 ฟิลิปปินส์อันดับ 79 กัมพูชาอันดับ 82 ลาวอันดับ 92 และเมียนมาอันดับ 126
นอกจากนี้ อ. ทวีชัย ระบุ เมื่อพิจารณาจากอันดับของประเทศไทยแล้ว จะเห็นว่าไทยยังมีจุดแข็งหลายด้านเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะฐานเศรษฐกิจและระดับคุณภาพทางสังคมที่อยู่ในระดับใกล้เคียงกับกลุ่มประเทศชั้นนำของอาเซียน อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังเผชิญความท้าทายสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ คุณภาพของระบบสังคม และประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาครัฐ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและสร้างการพัฒนาที่มั่นคง สมดุล และยั่งยืนในระยะยาว

การแถลงผล อ.ทวีชัย ยังได้เน้นย้ำว่าดัชนีการสร้างชาติ 2026 ไม่ได้เพียงเป็นการจัดอันดับประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือวินิจฉัยเชิงยุทธศาสตร์ที่ช่วยให้แต่ละประเทศเห็นจุดแข็ง จุดอ่อน และช่องว่างสำคัญของการพัฒนา เพื่อนำไปสู่การกำหนดนโยบาย การออกแบบยุทธศาสตร์ และการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ในการขับเคลื่อนการสร้างชาติให้ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความท้าทายเชิงคุณธรรมมากยิ่งขึ้น

