ไทย คว้าอันดับ7 ดัชนีสุขสภาพโลก จาก 139 ประเทศทั่วโลกสะท้อนศักยภาพWellness ระดับสูง และโอกาสพัฒนาสู่ “เมืองหลวงสุขสภาพโลก”

สถาบันการสร้างชาตินานาชาติ (NBII) ร่วมกับ ศูนย์การพัฒนาดัชนี สถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD) และ International Society of Wellness (ISW) โดยแพทย์หญิงกัลยรัตน์ สุขเรือง สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กรรมการผู้จัดการสมาพันธ์สุขสภาพนานาชาติ เป็นผู้แถลงผลการจัดอันดับประเทศทั่วโลกด้วย ‘ดัชนีสุวรรณภูมิแห่งสุขสภาพ’ (GoldenZone Wellness Index: GZWI) ประจำปี 2026 โดยผลการประเมินจาก 139 ประเทศทั่วโลก พบว่า ประเทศไทยทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ทะยานคว้าอันดับที่ 7 ของโลก และอันดับที่ 2 ของภูมิภาคอาเซียน ตอกย้ำศักยภาพการเป็นเมืองหลวงแห่งสุขภาวะโลก (Global Wellness Capital) อย่างเป็นรูปธรรม

โดยดัชนี GZWI ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นมาตรฐานใหม่ของการวัดระดับสุขสภาพโลกที่ก้าวข้ามการประเมินด้วยตัวเลขอายุขัยเพียงอย่างเดียว โดยใช้วิธีการคัดกรองผ่านระบบประตูลูกโซ่ (Sequential Gateway Rating System) ซึ่งแบ่งเป็น 5 ระดับขั้น ได้แก่ Blue, Green, Rose, White และระดับสูงสุดคือ Pure GoldenZone เพื่อค้นหาประเทศที่มีความสมดุลในผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ 3 มิติหลัก คือ อายุยืนยาว (Longevity) สุขภาพดี (Healthiness) และมีความสุข (Happiness) ข้อค้นพบสำคัญของการจัดอันดับดัชนีในปี 2026 คือ มีเพียง 13 ประเทศเท่านั้น ที่สามารถผ่านเกณฑ์ขั้นสูงสุดและก้าวเข้าสู่กลุ่มระดับ Pure GoldenZone ได้สำเร็จ โดยญี่ปุ่นครองอันดับ 1 ของโลก ตามมาด้วยอิสราเอลและสิงคโปร์ ขณะที่ ประเทศไทยสามารถคว้าอันดับ 7 ของโลกมาครอง

ทั้งนี้ ในภูมิภาคอาเซียน มีเพียงสิงคโปร์และไทยเท่านั้นที่สามารถทะลุเข้าสู่กลุ่ม Pure GoldenZone ซึ่งทิ้งห่างอันดับ 3 อย่างเวียดนามที่อยู่ในระดับ Rose อย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อพิจารณาคะแนนรายมิติ พบว่าประเทศไทยมีฐานที่แข็งแกร่งระดับโลกในมิติ อายุขัย (Longevity) ซึ่งทะยานสู่อันดับ 5 ของโลก โดยเฉพาะอัตราการรอดชีวิตขั้นสุดโต่ง (Supercentenarian) ที่โดดเด่น ขณะเดียวกัน มิติความสุข (อันดับ 23) และมิติสุขภาพ (อันดับ 36) นั้น เป็น “โอกาสเชิงยุทธศาสตร์” ที่สำคัญ
พญ.กัลยรัตน์ เน้นย้ำว่า “เมื่อเราลงลึกในระดับตัวชี้วัดย่อย จะพบว่าประเทศไทยมีจุดอ่อนเพียงบางด้าน ยุทธศาสตร์หลังจากนี้จึงไม่ใช่การรื้อระบบสาธารณสุขใหม่ทั้งหมด แต่คือการมุ่งเป้าไปที่ช่องว่างบางจุด เช่น โรควิถีชีวิตคนเมือง การป้องกันโรค การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการคืนเป้าหมายให้ผู้สูงวัย หากรัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่ออุดรอยรั่วในจุดเหล่านี้ อันดับของประเทศไทยจะก้าวกระโดดขึ้นสู่ระดับ Top ของโลกได้อย่างไร้ข้อกังขา”
นอกจากผลการจัดอันดับแล้ว พญ.กัลยรัตน์ ยังได้ชี้ให้เห็นถึงข้อค้นพบสำคัญระดับโลกจากการวิเคราะห์ทางสถิติ ซึ่งพบว่า รายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per capita) มีผลอย่างมากในการดึงประเทศให้พ้นจากกลุ่มรั้งท้าย แต่เม็ดเงินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถซื้อความสำเร็จในระดับสูงสุดของคุณภาพชีวิตได้ กล่าวคือ ปัจจัยด้านรายได้ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติต่อการเลื่อนระดับจากชั้น White ไปสู่ Pure GoldenZone

”ผลการศึกษาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การยกระดับสุขสภาพของประเทศไม่สามารถพึ่งพาการลงทุนหรือการพัฒนาด้านใดด้านหนึ่งเพียงลำพังได้ หากประเทศมีจุดแข็งเพียงบางด้าน แต่ยังมีจุดอ่อนในมิติอื่น ผลลัพธ์โดยรวมก็อาจไม่สามารถนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืนของประชาชนได้
เพราะฉะนั้น การพาประเทศไปสู่เมืองแห่งสุขสภาพที่แท้จริง จึงจำเป็นต้องอาศัยการพัฒนานโยบายแบบบูรณาการ ทั้งด้านอายุขัย สุขภาพ และความสุข ควบคู่กันไปอย่างสมดุล การแถลงผลดัชนี GZWI ในครั้งนี้จึงเป็นเสมือนเข็มทิศสำคัญที่ช่วยให้ประเทศต่าง ๆ เห็นทิศทางการพัฒนาอย่างรอบด้าน และสามารถปรับกระบวนทัศน์ในการรับมือกับสังคมสูงวัยได้อย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น“พญ.กัลยรัตน์ กล่าว

You May Also Like

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *