Westminster College Bangkok จับมือ 4 ภาคส่วน ได้แก่ ภาคนโยบายการศึกษา ภาคมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ และผู้ปกครอง เปิดเวทีเสวนาถอดรหัสอนาคตการศึกษาไทยในยุค AI พร้อมข้อสรุปร่วมกันว่า “การศึกษาไทยไม่จำเป็นต้อง Set Zero แต่ต้องออกแบบใหม่” โดยเสนอแนวทางพัฒนาผู้เรียนผ่านการเรียนรู้ฐานสมรรถนะและการลงมือปฏิบัติจริง พร้อมเปิดตัว Pearson BTEC International Level 3 Extended Diploma เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเตรียมผู้เรียนสู่มหาวิทยาลัยและตลาดแรงงานแห่งอนาคต
ปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงานของผู้คนทั่วโลก ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนโปรแกรม การสร้างสรรค์คอนเทนต์ ไปจนถึงการตัดสินใจเชิงธุรกิจ ระบบการศึกษาทั่วโลกก็เริ่มเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นกัน เพราะสิ่งที่นายจ้างต้องการในวันนี้ ไม่ใช่เพียงผู้ที่ทำข้อสอบได้คะแนนสูง แต่คือคนที่สามารถคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา ทำงานร่วมกับผู้อื่น และเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ตลอดชีวิต

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “เด็กจะใช้ AI เป็นหรือไม่” แต่คือ “ระบบการศึกษาไทยกำลังเตรียมเด็กให้พร้อมสำหรับโลกที่ AI เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจริงแล้วหรือยัง”
คำถามนี้กลายเป็นหัวใจของเวทีเสวนา “ผู้ปกครองไทยพร้อมหรือยัง? ระบบการศึกษาไทยกำลังถูก Disrupt ถึงเวลา Set Zero การศึกษาไทยหรือไม่” ซึ่งจัดโดย Westminster College Bangkok โดยเปิดพื้นที่ให้ตัวแทนแต่ละภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของเด็กไทยได้ร่วมแลกเปลี่ยน ทั้งภาคนโยบายการศึกษา ภาคมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจในฐานะนายจ้าง และภาคผู้ปกครอง แม้ทุกคนจะมองจากคนละแง่มุม แต่กลับได้ข้อสรุปที่ตรงกันว่า การศึกษาไทยไม่จำเป็นต้อง “เริ่มต้นใหม่ทั้งหมด (Set Zero)” แต่ต้องออกแบบใหม่ ให้ทันโลก
จุดเปลี่ยนการศึกษาไทย: ไม่ใช่การรื้อทิ้ง แต่คือการออกแบบใหม่

นายตรีณัฐ ใจยะสาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวสท์มินส์เตอร์ อินเตอร์เนชั่นเนล กรุ๊ป และหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Westminster College Bangkok เปิดเผยมุมมองว่า การศึกษาไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ นี่เป็นเวลาที่ผู้ปกครอง นักการศึกษา และภาคธุรกิจต้องร่วมกันทบทวนว่า วิธีการเรียนรู้แบบเดิมยังตอบโจทย์โลกอนาคตหรือไม่ เพราะโลกกำลังเปลี่ยนเร็วที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่หลายห้องเรียนยังใช้วิธีการสอนและการวัดผลแบบเดียวกับเมื่อหลายสิบปีก่อน ขณะที่ตลาดแรงงานเปลี่ยนเกณฑ์การคัดเลือกคนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง
ในอดีต การศึกษาอาจให้ความสำคัญกับการจดจำข้อมูล แต่วันนี้ AI สามารถค้นหาและประมวลผลข้อมูลได้เร็วกว่ามนุษย์ สิ่งที่ทำให้คนแตกต่างกันจึงไม่ใช่ว่าจำอะไรได้มากแค่ไหน แต่คือสามารถคิด วิเคราะห์ สร้างสรรค์ และนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาในโลกจริงได้หรือไม่
“แน่นอนว่าการศึกษาไทยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่การรื้อทิ้ง แต่เป็นการเพิ่มและออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ที่ AI เข้ามาเป็นศูนย์กลาง เพราะวันนี้ทั้งการศึกษาและอาชีพล้วนหมุนรอบ AI Westminster College Bangkok จึงเชื่อว่าคำถามสำคัญ ไม่ใช่การหาว่าหลักสูตรไหนดีที่สุด แต่คือการหาหลักสูตรที่เหมาะที่สุดกับศักยภาพของเด็กแต่ละคน” นายตรีณัฐ กล่าว

มุมมองนี้ได้รับการยืนยันจากฟากนโยบาย ซึ่งชี้ว่าแรงกดดันของโลกยุคใหม่ทำให้กลไกการศึกษาแบบเดิมปรับตัวตามไม่ทัน โดย ดร.บัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะกรรมการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ อธิบายว่า กฎหมายและหลักสูตรการศึกษาใช้เวลาปรับปรุงแต่ละครั้งเป็นสิบปี ขณะที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงทุกวินาที ทางออกจึงไม่ใช่การไล่ตามเนื้อหา แต่คือการเปลี่ยน “กระบวนการเรียนรู้”
“พระราชบัญญัติการศึกษาเปลี่ยนครั้งหนึ่งใช้เวลาเป็นสิบปี ขณะที่โลกและเทคโนโลยีเปลี่ยนทุกวินาที สิ่งที่ต้องเปลี่ยนคือกระบวนการเรียนรู้ที่ต้องเปิดกว้างและเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะเราไม่สามารถทำนายได้ว่าอาชีพในอนาคตคืออะไร สิ่งที่ควรวางให้เด็กจึงเป็นวิธีคิดและกระบวนการแก้ปัญหาที่จะติดตัวเขาไปในโลกที่ไม่แน่นอน” ดร.บัณฑิตย์ ระบุ

จาก “คะแนนสอบ” สู่ “ความพร้อมในการปฏิบัติงานจริง”
ข้อมูลจากองค์กรระดับโลกหลายแห่งสะท้อนตรงกันว่า ทักษะที่องค์กรต้องการมากที่สุดในทศวรรษหน้า ได้แก่ Critical Thinking, Problem Solving, Creativity, Communication, Collaboration และความสามารถในการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งล้วนเป็นทักษะที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด ที่มากกว่านั้น ในยุคที่ AI กลายเป็นเครื่องมือพื้นฐาน สิ่งที่ทำให้ผู้เรียนแตกต่างกันกลับไม่ใช่ตัวเครื่องมือ แต่เป็นวิธีที่แต่ละคนเลือกนำมันมาใช้

ซึ่ง รองศาสตราจารย์ธีรวัฒน์ ประกอบผล อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้สะท้อนในมุมของภาคมหาวิทยาลัยว่า วิธีที่ผู้เรียนเลือกใช้ AI คือสิ่งที่กำลังแบ่งเด็กออกจากกัน กลุ่มหนึ่งใช้ AI ทำงานส่งโดยไม่เข้าใจ และอีกกลุ่มใช้ AI เป็นเครื่องมือตรวจสอบและต่อยอดความคิดของตัวเอง ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือ แต่อยู่ที่พื้นฐานการคิดที่แน่นพอจะรู้ว่าคำตอบที่ AI ให้มานั้นถูกหรือผิด
ความแตกต่างระหว่าง “รู้” กับ “ทำเป็น” นี้ ยังนำไปสู่การตั้งคำถามต่อการใช้เกรดเป็นตัวตัดสินคุณค่าของผู้เรียน โดยมองว่าเป้าหมายของการศึกษาต้องขยับจากการผลิตเด็กที่ “เก่งทำโจทย์” ไปสู่เด็กที่ “ลงมือทำเป็น”

“เราต้องสอนเด็กให้ทำเป็น ไม่ใช่สอนให้เก่งทำโจทย์ เพราะถ้าเก่งแค่ทำโจทย์ AI ก็ทำแทนได้ เกรดเป็นเพียงเครื่องบอกว่าเด็กผ่านอะไรมา แต่ไม่ได้บอกว่าเขาเก่ง สิ่งที่มหาวิทยาลัยและสถานประกอบการต้องการคือสมรรถนะที่ทำได้จริง” รองศาสตราจารย์ธีรวัฒน์ กล่าวเสริม

ขณะที่เสียงจากภาคธุรกิจในฐานะปลายทางตลาดแรงงาน ก็เห็นไปในทางเดียวกัน นายอรรฆรัตน์ นิติพน หรือ “ก้อง” ผู้ก่อตั้งและผู้ดำเนินรายการอายุน้อยร้อยล้าน สะท้อนว่าปัญหาของเด็กจบใหม่จำนวนมากไม่ใช่การขาดความรู้ แต่ขาดความสามารถในการแปลงความรู้ให้เป็นผลลัพธ์ และการรับผิดชอบต่อผลงานของตนเอง
“เด็กรุ่นใหม่จำนวนมากบอกว่าถาม AI มาแล้ว แต่ AI ไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ คนต่างหากที่ต้องรับผิดชอบ สิ่งที่นายจ้างมองหาจึงไม่ใช่คะแนน แต่คือคนที่นำความรู้ไปสร้างผลลัพธ์ได้ มีความเป็นเจ้าของงาน และพร้อมรับฟีดแบ็กเพื่อพัฒนางานของตัวเอง” นายอรรฆรัตน์ ระบุ

เมื่อโจทย์ของทั้งสามภาคส่วนบรรจบกันที่คำว่า “ทำเป็น” Westminster College Bangkok จึงนำ Pearson BTEC International Level 3 Extended Diploma คุณวุฒิระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากสหราชอาณาจักร มาเปิดสอนในประเทศไทย เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้เรียนที่ต้องการพัฒนาศักยภาพผ่านการลงมือปฏิบัติจริง มากกว่าการเรียนเพื่อสอบเพียงอย่างเดียว
นายตรีณัฐ ให้ข้อมูลว่า หลักสูตร BTEC ใช้แนวทาง Applied Learning และ Project-Based Learning ผู้เรียนจะได้ทำโครงงาน วิจัย วิเคราะห์ และสร้างผลงานจริง เพื่อนำไปต่อยอดเป็น Portfolio สำหรับสมัครเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ภายใต้สายการเรียนอย่าง Business, Engineering และ Engineering & Design โดยแต่ละวิชามีการวัดผลงานที่ผู้เรียนได้สร้างขึ้นจริง พร้อมมีการพัฒนาทักษะสำคัญที่ตลาดแรงงานยุค AI ต้องการ ได้แก่ การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการนำเสนอ อย่างครบถ้วน
เรียนจบใน 1 ปี แต่ไม่ใช่ “ทางลัด”
ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุดคือ การเรียนจบภายในหนึ่งปีจะเร็วเกินไปหรือไม่ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Westminster College Bangkok ชี้แจงว่า การจบใน 1 ปีไม่ใช่การลดมาตรฐานหรือย่นเนื้อหาวิชา แต่เป็นการออกแบบหลักสูตรให้มีประสิทธิภาพภายใต้มาตรฐานของ Pearson สหราชอาณาจักร โดยผู้เรียนทุกคนยังต้องผ่านการประเมินตามเกณฑ์เดียวกับผู้เรียนในต่างประเทศที่ศึกษาในหลักสูตรเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนวณผ่านเวลาเรียนจริง

“การเรียนจบใน 1 ปี ไม่ใช่การลดมาตรฐานหรือย่นเนื้อหา แต่เป็นการออกแบบให้มีประสิทธิภาพ เพราะเมื่อเราลองคำนวณเวลาเรียนจริง ๆ ในระดับมัธยมปลาย โดยหักช่วงสอบและกิจกรรมที่ไม่ใช่วิชาแกนหลักออก จะพบว่าเนื้อหาหลักใช้เวลาราว หนึ่งพันห้าร้อยชั่วโมง ซึ่งไม่จำเป็นต้องกระจายไปถึงสามปีเสมอไป หากเด็กมีความพร้อมและศักยภาพเพียงพอ” นายตรีณัฐ กล่าวย้ำ
โดย คุณวุฒิ Pearson BTEC International Level 3 Extended Diploma มีความเทียบเท่าระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) ของประเทศไทย สามารถใช้ยื่นสมัครเข้าศึกษาต่อผ่านระบบ TCAS ตามหลักเกณฑ์ที่ ทปอ. กำหนด รวมถึงได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร ยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา และแคนาดา
ปัจจุบัน ผู้เรียนของ Westminster College Bangkok สามารถเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำ อาทิ SIIT มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี รวมถึงมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรและอีกหลายประเทศทั่วโลก
การศึกษาแห่งอนาคต ไม่ใช่ One Size Fits All
นายตรีณัฐ ย้ำว่าในอนาคต เด็กทุกคนไม่จำเป็นต้องเดินบนเส้นทางเดียวกัน เพราะโลกต้องการคนที่มีความสามารถหลากหลายมากกว่าคนที่มีคำตอบเหมือนกัน และเป้าหมายของ Westminster ไม่ได้อยู่ที่การเร่งให้เด็กจบเร็ว แต่อยู่ที่การช่วยให้เด็กค้นพบเส้นทางที่เหมาะกับตัวเอง และไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น
แนวคิดนี้ยังสอดคล้องกับหัวใจที่ผู้ปกครองและบทบาทของครอบครัวที่เดินเคียงข้างเด็กในการค้นหาเส้นทางของตนเอง นางสาวรุ่งนภา แก้วไทรหาญ หรือ “แอนนี่ บรู๊ค” ตัวแทนผู้ปกครอง มองว่าการศึกษาที่ดีไม่ได้วัดกันที่การไปได้ไกลกว่าคนอื่น แต่วัดกันที่การพาเด็กไปได้ไกลที่สุดเท่าที่ตัวเขามีศักยภาพ

“พ่อแม่ต้องเป็นพ่อแม่ที่มีอยู่จริง คอยชี้ทางด้วยการบอกข้อดีข้อเสียของแต่ละเส้นทาง ไม่ใช่สั่งให้เขาเดินทางใดทางหนึ่ง เพราะช่วงเวลาที่เราได้อยู่ข้างลูกคือเวลาทองที่ย้อนกลับมาไม่ได้” แอนนี่ บรู๊ค กล่าว
ท้ายที่สุด แม้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทมากเพียงใด แต่สิ่งที่ทำให้การเรียนรู้ยังมีความหมาย คือความสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้เรียน “เด็กอาจลืมคำตอบของ AI แต่จะไม่ลืมแรงบันดาลใจที่ครูสร้างให้ AI เข้าใจข้อมูลจำนวนมหาศาล แต่ AI ไม่เข้าใจความสงสัยที่อยู่ในแววตาเด็ก” รองศาสตราจารย์ธีรวัฒน์ กล่าวเสริม

สอดรับกับบทสรุปของ Westminster College Bangkok ที่มองว่า บทบาทของการศึกษาในยุค AI คือการสร้างสิ่งที่เทคโนโลยีแทนที่ไม่ได้
“บทบาทของโรงเรียนในยุค AI ไม่ใช่การสอนให้เด็กจดจำข้อมูลที่ค้นหาได้ในไม่กี่วินาที แต่คือการสร้างทักษะที่เทคโนโลยีไม่สามารถแทนที่ได้ ได้แก่ การคิดเชิงวิพากษ์ ความคิดสร้างสรรค์ ภาวะผู้นำ จริยธรรม และความเข้าใจมนุษย์ ในโลกที่ AI รู้คำตอบเกือบทุกอย่าง การศึกษาที่ดีจึงไม่ใช่การสอนให้เด็กจำคำตอบ แต่ต้องสอนให้เด็กกล้าตั้งคำถาม คิดเป็น และสร้างคุณค่าใหม่ให้กับสังคม” นายตรีณัฐ กล่าวสรุปในตอนท้าย
ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดหลักสูตร
BTEC Level 3 ของ Westminster College Bangkok
ได้ที่โทรศัพท์ 099-261-3857 หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.westminster.ac.th/btec

