สถาบันการสร้างชาติ มอบรางวัล “องค์กรสุขสภาพเพื่อการสร้างชาติ” ครั้งที่ 5 ขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลาง Wellness ของโลก

สถาบันการสร้างชาติ ร่วมกับ คณะนักศึกษาผู้บริหารระดับสูง หลักสูตรผู้นำการประกอบการ Wellness เพื่อการสร้างชาติ (นสช. Wellness) รุ่นที่ 5 จัดพิธีมอบรางวัล “องค์กรสุขสภาพเพื่อการสร้างชาติ” ครั้งที่ 5 (Wellness Corporate Nation-Building AWARD) ณ ห้องประชุม Grand Ballroom คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC) โดยได้รับเกียรติจาก ศ.เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ, ดร.อมรศักดิ์ กิจธนานันท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานจัดการหลักสูตร และ พญ.กัลยรัตน์ สุขเรือง ผู้อำนวยการหลักสูตรผู้นำการประกอบการ Wellness เพื่อการสร้างชาติ รวมถึงผู้บริหารกว่า 50 องค์กรชั้นนำ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เข้าร่วมโครงการฯ และร่วมแสดงความยินดีกับผู้คว้าโล่รางวัลเกียรติยศ “THAILAND WELLNESS Corporate Nation-Building Award 2025” ในครั้งนี้

โครงการ “การพัฒนาสุขสภาพขององค์กรเพื่อการสร้างชาติ” (Wellness Corporate Nation-Building) ที่จัดขึ้นโดยคณะนักศึกษาหลักสูตรผู้นำการประกอบการ Wellness เพื่อการสร้างชาติ มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้องค์กรต่างๆ นำแนวคิดสุขภาพองค์รวมไปใช้ภายในองค์กรของตน ช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยของบุคลากร เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน สร้างความสัมพันธ์อันดีภายในองค์กร และส่งเสริมทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งหลักสูตรผู้นำการประกอบการ Wellness เพื่อการสร้างชาติ (นสช. Wellness) ริเริ่มโดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาผู้นำองค์กรให้สามารถนำแนวคิด Wellness ไปใช้บริหารจัดการบุคลากรของตน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตในองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันมีองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่องจนถึงรุ่นที่ 5 ซึ่งสะท้อนถึงความตื่นตัวของภาคธุรกิจและภาครัฐในการพัฒนาสุขสภาพของบุคลากรให้สอดคล้องกับแนวทางระดับสากล การมอบรางวัล “องค์กรสุขสภาพเพื่อการสร้างชาติ” ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการส่งเสริมให้องค์กรไทยยกระดับมาตรฐานสุขภาพสู่ระดับสากล และเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็น “ศูนย์กลาง Wellness ของโลก” ได้อย่างแท้จริง

ในโอกาสนี้ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ กล่าวปาฐกถาเกี่ยวกับแนวโน้มของโลกที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยคาดว่าในปี 2593 ประชากรสูงอายุทั่วโลกจะมีสัดส่วนถึง 21.5% หรือประมาณ 2 พันล้านคน ส่งผลให้แนวคิดด้านสุขภาพเปลี่ยนจากการรักษาโรคมาเป็นการป้องกันและดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่เป้าหมายการเป็น “เมืองหลวง Wellness ของโลก” เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นและมีศักยภาพสูงที่จะช่วยคนทั้งโลกให้มี Wellness ได้ ซึ่งไทยจะสามารถสร้างรายได้จากการให้บริการ Wellness แก่ผู้คนทั่วโลก

สถาบันการสร้างชาติ ที่เป็นต้นทางความคิดขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็น “เมืองหลวง Wellness ของโลก” มาตลอด 40 ปี เพื่ออยากให้ประเทศไทยได้เกื้อกูลโลกในทางที่ดีและจะย้อนกลับมาเกื้อกูลคนไทยที่ตกทุกข์ได้ยาก ไทยจึงต้องเป็นต้นแบบที่ดีทาง Wellness เพื่อจะสามารถทำให้คนเชื่อถือและมั่นใจในบริการ โดยเฉพาะในสังคมผู้สูงอายุที่มีอายุยืนที่สุดในโลก และมีความสุข เมืองไทยจึงเป็นสุวรรณภูมิแห่งสุขสภาพ เป็นต้นแบบคนอายุยืน สุขภาพดีมีความสุข ก็จะสามารถช่วยโลกได้

“ประเทศไทยเป็น 1 ใน 3 อันดับต้นของโลกด้าน Golden Zone Wellness แล้ว ทั้งนี้ รัฐบาลเห็นด้วยกับแนวคิด Wellness มามากพอสมควร เพราะได้บรรจุในแผนยุทธศาสตร์ชาติแล้ว ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือจากทั้งรัฐบาล รัฐกิจ ภาคเอกชน ธุรกิจ และภาคประชาชน คือประชากิจ ถ้าจับมือกันจะเห็นความสำเร็จไปสู่เป้าหมายและเกิดความยั่งยืนได้”

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ระบุว่า สิ่งสำคัญที่รัฐบาลควรจะมุ่งเน้นต้องโฟกัสเจาะจง 4 เรื่องใหญ่ในประเทศไทยอย่างจริงจัง หนึ่งในนั้นคือ Wellness ซึ่งทั่วโลกมีการขับเคลื่อนแนวทางนี้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในยุคของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีการบรรจุในแผนยุทธศาสตร์ชาติและมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นในเรื่องนี้ ส่วนรัฐบาลปัจจุบัน มองว่า ยังไม่ค่อยชัดเจน จึงขอให้รัฐบาลได้เน้นให้น้ำหนักในเรื่อง Wellness อย่างเต็มที่ โฟกัสในเรื่องที่ไทยมีศักยภาพ เก่งและมีโอกาสที่จะเป็นเลิศ ควรจะต่อยอดพัฒนาจากการรักษา มาเป็นการป้องกันมากขึ้นทำให้เกิด Wellness จริง ๆ ในประเทศไทย

“หากรัฐบาลให้ความสำคัญเชื่อว่าจะเป็นทางออกของประเทศที่ดีงามในยามที่เศรษฐกิจของไทยกำลังอ่อนแอมาก เติบโตช้ามาก ซึ่งกำลังขอการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาพใหญ่เพื่อจะให้สามารถแข่งขันได้ เป็นโอกาสทองที่เราควรต้องโฟกัส ตามทฤษฎีของผม ว่า น้ำปลาขวดเดียว รดเจ้าพระยาให้เค็มไม่ได้ ถ้าฉลาดต้องหาชามมาใส่น้ำปลา จึงต้องมีการโฟกัส” ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ระบุ

ขณะที่ ศ.เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ กล่าวว่าในเชิงนโยบายการสาธารณสุขทั่วโลกไม่ใช่แค่ประเทศไทย ได้ให้ความสำคัญกับการรักษาพยาบาลประชาชนที่เจ็บป่วย ทั้งการสร้างโรงพยาบาลและสถาบันความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง โรคต่าง ๆ แต่ก็ไม่เพียงพอเพราะจำนวนคนเจ็บป่วยเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ แทนที่จะมุ่งการรักษา ที่ขณะนี้สวัสดิการในการรักษางบประมาณด้านสาธารณสุข เพิ่มสูงขึ้นไปแตะที่แสนล้านบาทแล้ว และจะสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ควรหันมามุ่งไปที่การป้องกันโรค ไม่ให้คนเจ็บป่วยดีกว่า โดยเฉพาะโรคติดต่อที่กำลังคร่าชีวิตคนไทยและทั่วโลกจำนวนมาก ซึ่งโรคไม่ติดต่อสามารถป้องกันได้ และต้องป้องกันตั้งแต่อายุยังน้อยวัยกลางคน คนทำงาน เมื่อบุคลากรในที่ทำงาน แข็งแรง ไม่เจ็บป่วย ผลประกอบการก็ดียิ่งขึ้น ประหยัดงบประมาณในการรักษา ซึ่งเกี่ยวพันกันเป็นลูกโซ่ทั้งหมด จึงเป็นเรื่องที่ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญตั้งแต่วันนี้ ให้การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่ เจ็บป่วย

ส่วนดร.อมรศักดิ์ กล่าวว่า Wellness เชื่อมโยงในหลายมิติที่กว้างขวางมากสามารถเชื่อมโยงถึงกิจการในด้านต่างๆที่ประเทศไทยมีจุดแข็งอยู่แล้ว ทั้งเรื่องอาหาร การท่องเที่ยว การแพทย์แผนไทยและสมุนไพร จึงใช้หลักสูตรผู้นำการประกอบการ Wellness เพื่อการสร้างชาติ เพื่อให้ความรู้แก่องค์กรต่างๆ ให้เกิดความเข้าใจและสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับตนเอง ครอบครัวและต่อ ยอดเชื่อมโยงกับธุรกิจ กิจการให้ สามารถทำให้ประเทศไทยเป็นเมืองหลวง Wellness ของโลกได้ตามวิสัยทัศน์ของเรา เพื่อสามารถเป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรและหน่วยงาน สถานประกอบการต่างๆ ให้มี Wellness ที่ดีขึ้นได้ จึงขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน มาเข้าร่วมหลักสูตรเพื่อรับองค์ความรู้ สามารถนำไปต่อยอดให้เกิดความสำเร็จกับองค์กรของตนเองได้ต่อไป

You May Also Like

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *