สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เดินหน้าขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุกในปี 2569 มุ่งจัดการปัจจัยเสี่ยงหลักด้านสุขภาพ โดยเฉพาะการบริโภคยาสูบ บุหรี่ไฟฟ้า และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผ่านแนวคิด “สร้างนำซ่อม” เน้นการป้องกันก่อนเกิดปัญหา ด้วยการทำงานเชิงระบบและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม

คุณรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก (สำนัก 1) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า การดำเนินงานของ สสส. ไม่ได้มุ่งเพียงการรณรงค์เปลี่ยนพฤติกรรมรายบุคคล แต่ให้ความสำคัญกับการจัดการ “ปัจจัยกำหนดสุขภาพ” ซึ่งเป็นรากของปัญหา ผ่านยุทธศาสตร์ไตรพลัง ได้แก่ พลังปัญญา พลังสังคม และพลังนโยบาย เพื่อสร้างสังคมสุขภาวะอย่างยั่งยืน ครอบคลุมทั้งมิติร่างกาย จิตใจ ปัญญา และสังคม
“งานด้านการสร้างเสริมสุขภาพของสำนักยึดแนวคิดการทำงานครบวงจร ตั้งแต่การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน การพัฒนาทักษะส่วนบุคคล ไปจนถึงระบบการช่วยเหลือและดูแลบำบัดเมื่อเกิดปัญหา เพื่อให้การจัดการปัจจัยเสี่ยงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันมีโครงการที่ได้รับการสนับสนุนรวม 7 โครงการ ทุกโครงการมีตัวชี้วัดและระบบกำกับติดตามประเมินผล ทั้งในระดับแผนงานรายปีและแผนระยะ 5 ปี”คุณรุ่งอรุณกล่าว

สำหรับการควบคุมยาสูบในปี 2569 สสส. จะมุ่งพัฒนาองค์ความรู้และข้อมูลวิชาการที่ทันต่อสถานการณ์บุหรี่ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สนับสนุนการวิจัยและสังเคราะห์ข้อมูลด้านผลกระทบและมาตรการควบคุม เพื่อหนุนการกำหนดนโยบายและการสื่อสารสาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมยืนหยัดนโยบายห้ามนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อปกป้องสุขภาวะของเด็กและเยาวชนไทย

นอกจากนี้ สสส. ยังให้ความสำคัญกับการใช้โรงเรียนเป็นฐานในการสร้างภูมิคุ้มกันด้านการควบคุมยาสูบ เสริมศักยภาพครูและกลไกการเรียนรู้ในโรงเรียน รวมถึงขยายการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพไปยังกลุ่มเด็กและเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษา เพื่อให้สามารถรู้เท่าทันผลิตภัณฑ์ยาสูบและป้องกันการเริ่มต้นสูบในช่วงวัยเสี่ยงได้อย่างเหมาะสมกับบริบทของแต่ละกลุ่ม
สำหรับประเด็นบุหรี่ไฟฟ้า คุณรุ่งอรุณ ระบุว่า ความเข้าใจของสังคมเริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยข้อความสื่อสารสาธารณะเกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้ามีความชัดเจนมากขึ้น ความเข้าใจผิดที่ว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่อันตรายหรือช่วยเลิกบุหรี่ได้เริ่มลดลง พร้อมย้ำว่า น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ปลอดภัย เนื่องจากมีการตรวจพบโลหะหนักหลายชนิด และยังไม่มีหน่วยงานใดรับรองคุณภาพอย่างเป็นทางการ

ในด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สสส. จะสนับสนุนการพัฒนานโยบายสาธารณะและการบังคับใช้กฎหมายในระดับจังหวัด ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และหน่วยงานสาธารณสุขท้องถิ่น ควบคู่กับการป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ และการส่งเสริมกิจกรรมเชิงบวก “สุขได้ไร้แอลกอฮอล์” ในงานเทศกาล กิจกรรมเยาวชน ดนตรี กีฬา และศิลปวัฒนธรรม เพื่อปรับเปลี่ยนค่านิยมของชุมชนและสังคม
ในด้านนโยบายสาธารณะ คุณรุ่งอรุณ เน้นย้ำว่า การออกกฎหมายและมาตรการควบคุมยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควรปราศจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากภาคธุรกิจเข้ามามีบทบาทในการกำหนดนโยบาย เนื่องจากอาจทำให้กติกาหรือข้อเสนอเชิงนโยบายคลาดเคลื่อนจากเป้าหมายด้านการคุ้มครองสุขภาพประชาชน

ขณะเดียวกัน สสส. แสดงความห่วงใยต่อการเปิดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00–17.00 น. ซึ่งอาจเอื้อให้เด็กและเยาวชน โดยเฉพาะนักเรียนระดับมัธยมศึกษา เข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ง่ายขึ้น หากขาดการเฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด
นอกจากนี้ ยังพบความท้าทายจากกลยุทธ์ทางการตลาดของธุรกิจยาสูบและแอลกอฮอล์ที่รุกเข้าหาเด็กและเยาวชน ผ่านกิจกรรมกีฬา ดนตรี ศิลปะ และสื่อออนไลน์ ซึ่งอาจทำให้เกิดการรับรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง จึงจำเป็นต้องสร้างความสมดุลระหว่างการเฝ้าระวังทางนโยบายและการปรับค่านิยมของสังคมอย่างต่อเนื่อง
ผู้อำนวยการสำนัก 1 กล่าวว่า การควบคุมยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นเครื่องมือสำคัญในการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของประเทศในระยะยาว พร้อมเชิญชวนประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมง่าย ๆ เช่น การกล้าเตือนคนใกล้ตัว การช่วยกันดูแลพื้นที่สาธารณะและสถานที่ทำงานให้เป็นพื้นที่ปลอดบุหรี่ไฟฟ้า เนื่องจากละอองจากบุหรี่ไฟฟ้าส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างไม่ต่างจากควันมือสอง

ขณะเดียวกัน สสส. ระบุว่า ความท้าทายสำคัญในปี 2569 คือการรับมือกับข้อมูลบิดเบือนด้านสุขภาพในยุคดิจิทัลและ AI รวมถึงกลยุทธ์การตลาดของอุตสาหกรรมที่มุ่งเป้าไปยังเด็กและเยาวชนผ่านสื่อออนไลน์ เกม และไมโครอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าสินค้าเหล่านี้ไม่อันตราย จึงจำเป็นต้องสร้าง “ระบบนิเวศข้อมูลที่ถูกต้อง” และบรรทัดฐานใหม่ให้สังคมเห็นว่าปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องปกติในวิถีชีวิตสุขภาวะ
ผู้อำนวยการสำนัก 1 สสส. ย้ำว่า การลงทุนด้านการป้องกันถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว โดย สสส. มีกลไกกำกับ ติดตาม และประเมินผลโครงการอย่างโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อให้การใช้งบประมาณจากภาษีสรรพสามิตเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของประเทศในอนาคต

