สวพส.และสวก.เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายแก้ปัญหาการเผาและฝุ่น PM2.5 บนพื้นที่สูง ยกระดับต้นแบบแม่แจ่มสู่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน

สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส.และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก.จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเชิงนโยบาย (Policy Forum) ต่อร่างข้อเสนอเชิงนโยบายการแก้ไขปัญหาการเผาและฝุ่นควัน PM2.5 ในภาคการเกษตรบนพื้นที่สูงของจังหวัดภาคเหนือตอนบน โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม รวมกว่า 160 คน เข้าร่วมรับฟังผลการศึกษา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และให้ข้อเสนอแนะ เพื่อร่วมกันพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง และสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ กรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง และประธานอนุกรรมการวิจัยกล่าวว่า การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ศึกษาและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ และขยายผลต้นแบบการปรับระบบเกษตรที่เหมาะสมกับบริบทภูมิสังคม เพื่อแก้ไขปัญหาการเผาและฝุ่นควัน PM2.5 บนพื้นที่สูงของจังหวัดภาคเหนือตอนบนอย่างยั่งยืน” ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน น่าน พะเยา แพร่ ลำปาง และลำพูน

โดยมีการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ ความสัมพันธ์ของจุดความร้อน (Hotspot) และพื้นที่เผาไหม้ (Burn Scar) ศักยภาพการใช้ประโยชน์ที่ดิน ตลอดจนถอดบทเรียนต้นแบบการบริหารจัดการเชิงพื้นที่และการปรับระบบเกษตร เพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่อย่างมุ่งเป้า

ผลการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่พบว่า ในปี พ.ศ. 2567 พื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนเกิดจุดความร้อนรวม 54,242 จุด โดยพบในพื้นที่ป่าจำนวน 45,016 จุด หรือร้อยละ 82 และในพื้นที่เกษตร 9,226 จุด หรือร้อยละ 17 ขณะที่พื้นที่สูงทั้ง 8 จังหวัดมีชุมชนอาศัยอยู่ 3,258 กลุ่มบ้าน และพบชุมชนที่ประสบปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรระดับรุนแรง ซึ่งมีจุดความร้อนมากกว่า 5 จุด และมีพื้นที่เผาไหม้ในระดับสูง จำนวน 599 กลุ่มบ้าน

รวมทั้ง ผลการวิเคราะห์ยังพบว่า ชุมชนที่ประสบปัญหาส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ยากจน มีอาชีพหลักคือการทำไร่หมุนเวียนและปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อีกทั้งยังประสบข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งแหล่งน้ำ ถนน ไฟฟ้า ระบบสื่อสาร และอินเทอร์เน็ต รวมถึงขาดเงินทุนในการปรับเปลี่ยนระบบการผลิต ขณะที่ตลาดรองรับสินค้าเกษตรปลอดการเผาและสินค้าเกษตรทางเลือกยังมีข้อจำกัด และยังไม่มีมาตรฐานรองรับที่ชัดเจน ส่งผลให้เกษตรกรยังขาดความเชื่อมั่นในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต
สำหรับ จังหวัดที่พบปัญหาการเผาในระดับรุนแรง ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย และน่าน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการกำหนดมาตรการและข้อเสนอเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและศักยภาพของแต่ละพื้นที่

อย่างไรก็ตาม สำหรับงานวิจัยเชิงปฏิบัติการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ได้ถอดบทเรียนแนวทางการปฏิบัติที่ดี (Good practice) ตามบริบทภูมิสังคม และดำเนินแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรแบบมุ่งเป้า ในพื้นที่ต้นแบบอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดชียงใหม่ และขยายผลต้นแบบไปยัง 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน พบว่า สวพส. ได้ส่งเสริมการปรับระบบเกษตรให้เหมาะสมกับภูมิสังคมและความต้องการของเกษตรกร โดยมุ่งพัฒนาเกษตรมูลค่าสูงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ครอบคลุมทั้งการผลิต การแปรรูป และการตลาด อาทิ การจัดการเศษวัสดุการเกษตร การปลูกข้าวโพดโดยไม่เผา การปลูกพืชผักในและนอกโรงเรือน การปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น กาแฟ และปศุสัตว์ เพื่อสร้างรายได้ทดแทนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และพืชเชิงเดี่ยว ปัจจุบันมีการดำเนินงาน 33 กลุ่มบ้าน เกษตรกรเข้าร่วม 1,414 ครัวเรือน พื้นที่ 14,430 ไร่ โดยมีเจ้าหน้าที่ประจำพื้นที่ให้คำแนะนำและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตพืชทางเลือกอย่างต่อเนื่อง และเตรียมความพร้อมในการรับรองผลผลิตภายใต้ฉลาก Eco Brand สำหรับผลผลิตที่ไม่มีการเผาพื้นที่ปลูก ซึ่งเป็นอีกกลไกสำคัญในการสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนสู่ระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับ ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากเวทีครั้งนี้ จะนำไปใช้ในการปรับปรุงร่างข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อผลักดันสู่การนำไปปฏิบัติได้จริง โดยจัดทำยุทธศาสตร์สำคัญของกลุ่มจังหวัดและจังหวัดภาคเหนือตอนบน รวมทั้งแผนปฏิบัติการในระดับพื้นที่ อำเภอ ระดับจังหวัด และระดับนโยบาย ตลอดจนผลักดันให้บรรจุเป็นแผนงานสำคัญภายใต้แผนปฏิบัติด้านการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2571–2575) พร้อมจัดตั้งกลไกคณะทำงานบูรณาการในทุกระดับ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการเผาและฝุ่นควัน PM 2.5 บนพื้นที่สูงของภาคเหนือตอนบนอย่างเป็นระบบครบวงจร เกิดการบูรณาการความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาแบบมุ่งเป้าอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

You May Also Like

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *