นักวิชาการเผย “บุหรี่/ยาสูบ และบุหรี่ไฟฟ้า” คร่าชีวิตคนไทยกว่า 70,000 รายต่อปี สูญเสียเศรษฐกิจกว่า 3.5 แสนล้านบาท ร้อยละ 80 เป็นความสูญเสียจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2569 ที่ โรงแรม Vic 3 กรุงเทพฯ ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ มูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) และเครือข่ายวิชาการ จัดการแถลงข่าว “ภาระโรค vs ภาษี : ทางเลือกและทางรอดของการควบคุมยาสูบ”

นายรักษพล สนิทยา หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาดัชนีภาระโรคแห่งประเทศไทย มูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ เปิดเผยผลวิจัยล่าสุด ‘รายงานการศึกษาภาระทางเศรษฐศาสตร์ของโรคที่เกิดจากการบริโภคยาสูบในประเทศไทย ปี 2567’ พบว่า การบริโภคยาสูบเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของคนไทย 70,795 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 11.2 ของการเสียชีวิตทั้งหมดของประเทศ โดยการสูบบุหรี่/ยาสูบเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตมากที่สุด รองลงมาคือ การได้รับควันบุหรี่มือสอง การใช้บุหรี่ไฟฟ้า และการใช้ยาสูบชนิดเคี้ยว ตามลำดับ ซึ่งการบริโภคยาสูบสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจต่อประเทศไทย สูงถึง 352,589 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 3.15 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) มูลค่าความสูญเสียดังกล่าว สูงถึงร้อยละ 213.2 ของงบประมาณกระทรวงสาธารณสุข ปี 2567 และสูงกว่ารายได้จากการจัดเก็บภาษียาสูบถึง 6.8 เท่า

นอกจากนี้ มากกว่าร้อยละ 80 ของความสูญเสียทางเศรษฐกิจทั้งหมด เกิดจากการสูญเสียผลิตภาพจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร โดยการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุของความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงที่สุด โรคหลอดเลือดสมอง เป็นโรคที่ก่อให้เกิดการสูญเสียจากการป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ชี้ให้เห็นว่าการสูบบุหรี่ยังคงเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดของภาระโรคและความสูญเสียทางเศรษฐกิจ รองลงมาคือการได้รับควันบุหรี่มือสอง ขณะที่บุหรี่ไฟฟ้า แม้ปัจจุบันจะมีสัดส่วนความเสียหายยังไม่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับบุหรี่ แต่ได้เริ่มสร้างผลกระทบทั้งด้านสุขภาพและเศรษฐกิจอย่างชัดเจนและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้สะท้อนว่าต้นทุนทางสุขภาพและเศรษฐกิจจากการบริโภคยาสูบมีมูลค่าสูงกว่ารายได้จากภาษียาสูบหลายเท่า จึงเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สนับสนุนการดำเนินมาตรการควบคุมยาสูบอย่างเข้มข้น ทั้งด้านภาษี การบังคับใช้กฎหมาย และการป้องกันนักสูบหน้าใหม่ในกลุ่มเด็กและเยาวชน


ดร.ชยุตม์ พินิจค้า นักวิจัยมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ กล่าวถึง ‘การประเมินผลกระทบทางสุขภาพจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย ปี 2567’ โดยผลการศึกษา พบว่า การใช้บุหรี่ไฟฟ้าส่งผลให้คนไทยเสียชีวิตราว 770 รายต่อปี และสูญเสียปีสุขภาวะ (DALYs) มากกว่า 39,000 ปี ความสูญเสียดังกล่าวครอบคลุมทั้งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ใช้โดยตรง และผลกระทบทางอ้อมจากผู้ใช้บางส่วนที่เปลี่ยนไปสูบบุหรี่มวนในภายหลัง (Gateway effect) ซึ่งการสูญเสียปีสุขภาวะส่วนใหญ่เกิดจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรมากกว่าการเจ็บป่วย โดยโรคที่ก่อให้เกิดภาระโรคสูงสุด ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมอง รองลงมาคือ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน และโรคซึมเศร้า ตามลำดับ

จากผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 ปี 2567-2568 พบว่า แม้ภาพรวมการบริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบจะไม่เปลี่ยนแปลงจาก 5 ปีก่อน แต่รูปแบบการบริโภคเปลี่ยนไป ซึ่งการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 15-29 ปี มีการใช้บุหรี่ไฟฟ้าสูงที่สุด โดยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.6 เป็นร้อยละ 8.4 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า ภายในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งในจำนวนผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าประมาณ 1.6 ล้านคน พบว่า ร้อยละ 35 หรือมากกว่า 1 ใน 3 มีอายุต่ำกว่า 20 ปี นอกจากนี้ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าร้อยละ 19 หรือประมาณ 304,000 คน เป็นผู้หญิง ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า เด็ก เยาวชน กลุ่มวัยเริ่มทำงาน และผู้หญิง เป็นกลุ่มสำคัญที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากบุหรี่ไฟฟ้า แม้ประเทศไทยมีมาตรการห้ามนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า แต่การใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงเสนอให้เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะการปราบปรามการจำหน่ายและการโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์ รวมทั้งเร่งดำเนินมาตรการป้องกันการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าในทุกรูปแบบในเด็กและเยาวชน


ศ.ดร.อิศรา ศานติศาสน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตที่ปรึกษาองค์การอนามัยโลกด้านภาษียาสูบ กล่าวว่า หลายมาตรการอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของประเทศไทย ในการควบคุมการบริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบ โดยเฉพาะการเก็บภาษีสรรพสามิตจากบุหรี่ซิกาแรตเพื่อเพิ่มราคาขายปลีก ซึ่งมาตรการภาษีสรรพสามิตมีการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ จากโครงสร้างเก่าเป็นโครงสร้างและอัตราใหม่ที่เป็นระบบผสม ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2560 โดยมีทั้งอัตราตามปริมาณและอัตราตามมูลค่า 2 อัตรา (ตลาดบนและตลาดล่าง) โดยกำหนดไว้ว่าจะปรับให้เป็นอัตราเดียวที่ร้อยละ 40 ของราคาขายปลีก ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2562 แต่ก็ไม่ได้ดำเนินการตามที่กำหนด หลังจากล่าช้ามา 2 ปี ก็ได้มีการปรับอัตราภาษีสรรพสามิต เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2564 โดยเพิ่มอัตราตามปริมาณที่เก็บจากบุหรี่ซิกาแรตทุกราคา และเพิ่มอัตราตามมูลค่า ที่ยังคงมี 2 อัตราเช่นเดิม ซึ่งมีข้อสังเกตว่าอัตราการสูบบุหรี่ไม่ได้ลดลงเหมือนในอดีต ในขณะที่รายรับภาษีสรรพสามิตกลับลดลง

บทเรียนที่ได้จากการวิเคราะห์การปรับโครงสร้างและอัตราภาษีสรรพสามิตเดิมที่ใช้มากว่า 30 ปี เป็นโครงสร้างและอัตราภาษีใหม่ที่แบ่งออกเป็น 2 ระดับ ในปี 2560 และโครงสร้าง 2 ระดับ ที่มีอัตราใหม่สูงขึ้นในปี 2564 ได้ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีผลกระทบอย่างไรบ้าง มีทางเลือกอื่นหรือไม่ มีได้กี่แบบ แต่ละแบบอาจส่งผลกระทบอะไร ซึ่งผลการศึกษาจากข้อมูลจริงที่ได้รับจากกรมสรรพสามิต ชี้ให้เห็นจุดอ่อนของโครงสร้างและอัตราภาษี 2 อัตราที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์แก่การปรับโครงสร้างและอัตราภาษีใหม่ ทั้งอัตราตามปริมาณและอัตราตามมูลค่า โดยชี้ให้เห็นจุดอ่อนของการใช้อัตราภาษีตามมูลค่า 2 อัตรา ที่แบ่งตลาดบุหรี่ซิกาแรตเป็นตลาดบนและตลาดล่าง เพราะจูงใจให้อุตสาหกรรมบุหรี่ซิกาแรตแจ้งราคาขายปลีกต่ำหรือไม่ปกติเพื่อเลี่ยงภาระภาษี ซึ่งเรื่องสำคัญนี้เป็นปัญหาของประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี ไม่ใช่ปัญหาทางด้านสุขภาพ เพราะอัตราภาษียิ่งสูงยิ่งเป็นประโยชน์ต่อการควบคุมการสูบบุหรี่ อีกทั้งยังชี้ให้เห็นว่าควรปรับอัตราภาษีตามปริมาณให้สะท้อนต้นทุนทางเศรษฐกิจของบุหรี่แต่ละซอง ที่จะช่วยควบคุมการสูบบุหรี่ ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และเพิ่มรายรับภาษีสรรพสามิตไปพร้อมกันด้วย

You May Also Like

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *